หน่วยย่อยที่
4 ซากดึกดำบรรพ์ที่พบในท้องถิ่น
การพบซากดึกดำบรรพ์ในจังหวัดนครราชสีมา
ในประเทศไทย ไม้กลายเป็นหินที่มีอายุเก่าแก่ที่สุด
พบอยู่ในยุคเพอร์เมียน
(280 - 245 ล้านปีก่อน) เป็นไม้สกุลปาล์ม พบในเขตอำเภอหนองไผ่
จังหวัดเพชรบูรณ์ (นเรศ สัตยารักษ์, 2538 ปรึกษาส่วนตัว)
อย่างไรก็ตาม ไม้กลายเป็นหินอายุมากส่วนใหญ่จะพบในกลุ่มหินโคราช
เช่น ในหมวดหินภูกระดึง (170 ล้านปีก่อน) ของอำเภอวังน้ำเขียวและอำเภอปากช่อง
จังหวัดนครราชสีมา หมวดหินพระวิหาร (140 ล้านปีก่อน)
บริเวณเขายายเที่ยง อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา
และบริเวณอำเภอเขาวง จังหวัดกาฬสินธุ์
ไม้กลายเป็นหินส่วนใหญ่และที่มีขนาดใหญ่ในประเทศไทย
จะมีอายุอยู่ในมหายุค
ใหม่ทางธรณีวิทยาหรือมหายุคซีโนโซอิก (Cenozoic
Era, 65 ล้านปีก่อน ปัจจุบัน) โดยอายุสมัยทางธรณีวิทยาที่แท้จริงยังไม่มีการพิสูจน์กัน
แต่จากการพบไม้กลายเป็นหินในชั้นกรวดทรายของบ่อทรายตำบลท่าช้าง
อำเภอเฉลิมพระเกียรติ ซึ่งมีลักษณะกรวดทรายคล้ายกับกรวดทรายตามตะพักกรวด
(Gravelly Terrace) ที่พบไม้กลายเป็นหินทั่วไปของจังหวัดนครราชสีมาโดยพบร่วมกับซากช้างดึกดำบรรพ์
พวกช้างงาจอบสกุลโปรไดโนธีเรียม (Prodeinotherium)
และช้าง 4 งา พวกกอมโฟธีเรียม (Gomphotherium) ในบ่อทรายดังกล่าวด้วย
เซกุซา และคณะ (Saegusa etal., 2002. ปรึกษาส่วนตัว)
ได้ให้อายุซากช้างดึกดำบรรพ์ดังกล่าวอยู่ในสมัยไมโอซีนตอนกลาง
(16 11 ล้านปีก่อน) นอกจากนี้ ในชั้นกรวดตอนบนของหน้าตัดดินที่พบไม้กลายเป็นหินหลายแห่งของจังหวัดนครราชสีมา
มักพบหินเทคไทต์ (Tektite) ที่มีอายุประมาณ 7 แสนปีเศษ
(Bunopass et al., 1999) ดังนั้น ไม้กลายเป็นหินที่พบตามตะพักกรวดหรือชั้นกรวดใต้ชั้นตะกอนแม่น้ำปัจจุบันซึ่งในอดีต
คือ ตะกอนท้องแม่น้ำโบราณขนาดใหญ่ น่าจะมีอายุอยู่ในช่วง
16 0.7 ล้านปีก่อนด้วย แหล่งที่พบซากดึกดำบรรรพ์ในจังหวัดนครราชสีมา
แสดงไว้ในแผนที่ดังนี้
 |
แหล่งที่พบไม้กลายเป็นหิน
(Petrified wood)
แหล่งไม้กลายเป็นหินที่ควรได้รับการอนุรักษ์ในประเทศไทยมีหลายแหล่ง
แต่ส่วนใหญ่ถูกทำลายเพราะการขุดตักกรวดลูกรังและนำไม้กลายเป็นหินออกไปจนหมดสภาพเดิม
แหล่งที่มีเหลืออยู่ ซึ่งพอจะจัดเป็นอุทยานป่าไม้กลายเป็นหินได้
เช่น แหล่งบ้านบ่อหินขาว ตำบลสาวะถี อำเภอเมืองขอนแก่น
แหล่งบ้านโกรกเดือนห้า ตำบลสุรนารี อำเภอเมืองนครราชสีมา
เพราะไม้กลายเป็นหินยังปรากฏเป็นจำนวนมากในชั้นกรวดช่วงตอนบนของภูมิประเทศ
มีทั้งขนาดใหญ่ที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางถึง 1.4 และยาวมากกว่า
20 เมตร โดยเฉพาะในแหล่งของตำบลสุรนารี จะมีหลากหลายชนิดและมีสีสันสวยงามมากที่สุดในประเทศไทย
ในจังหวัดนครราชสีมา มีการนำไม้กลายเป็นหินขนาดใหญ่
ที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางมากกว่า 30 เซนติเมตร ถึงมากกว่า
1 เมตร ออกไปจากพื้นที่นับเป็นพันท่อนในช่วงเวลากว่า
40 ปีที่ผ่านมา หรือตั้งแต่เริ่มสร้างถนนมิตรภาพและถนนสายอื่น
ๆ ในท้องถิ่นใกล้เคียง โดยบางคนเก็บไว้เป็นสมบัติส่วนตัว
เพื่อใช้ตกแต่งบริเวณบ้านหรือสถานที่ บางคนสะสมแบบของเก่าที่หายาก
และบางคนสะสมไว้เพื่อจำหน่ายภายในหรือต่างประเทศ
เช่น ไต้หวัน ญี่ปุ่น เป็นต้น
ฟอสซิลเอปโคราช
Class Mammalia
Order Primate
Family Pongidae
Genus Khoratpithecus (New Genus)
Species Khoratpihecus piriyai n.sp.
ชื่อทั่วไป
(Common name) : Khorat Ape (เอปโคราช)
อายุทางธรณีวิทยา
(Geological age) : ไมโอซีนตอนปลาย (9-7 ล้านปี)
ผู้จำแนก ดร.เยาลักษณ์
ชัยมณี นักธรณีวิทยา และคณะ (2003)
ลักษณะทั่วไป (Characteristic)
เอปโคราชที่พบใหม่มีลักษณะพิเศษคือ
เป็นเอปขนาดใหญ่ สายพันธุ์อุรังอุตังชนิดใหม่ของโลก
มีกรามหนามาก ลักษณะ รูปร่างขนาดของฟันและความ
ย่นของเคลือบฟันคล้ายกับลิงอุรังอุตังในปัจจุบันและมี
ลักษณะพิเศษเฉพาะที่เหมือนกันคือ ไม่พบรอย
กล้ามเนื้อที่ใช้ในการเปิด ปิด ปากใต้กรามส่วนหน้าเนื่องจากบริเวณดังกล่าวถูกพัฒนาให้มีถุงลมขนาดใหญ่เพื่อใช้ในการส่งเสียงกู่ร้องสื่อสารกันในกลุ่มลิงอุรังอุตัง
ต่างกันตรงที่ ฟันหน้าของเอปโคราชมีขนาดเล็กกว่า
แต่ฟันกรามซี่ในสุดมีขนาดใหญ่กว่าลิงอุรังอุตังปัจจุบัน
นอกจากนี้ยังเป็นฟอสซิลเอปชนิดแรกที่ลักษณะกรามโค้งเป็นรูปตัวยู
เช่นเดียวกับกรามเอปปัจจุบันและมนุษย์ ซึ่งเป็นลักษณะที่ไม่เคยปรากฎในเอปชนิดอื่น
จากการศึกษาขนาดฟันของฟอสซิลดังกล่าวทำให้ทราบว่า
เอปโคราชมีขนาดใกล้เคียงกับอุรังอุตังปัจจุบัน น้ำหนักตัวประมาณ
70-80 กิโลกรัม
สถานที่พบฟอสซิล
(Original of specimens)
กรมทรัพยากรธรณี ได้รับฟอสซิลจาก คุณพิริยะ
วาชจิตพันธุ์ ที่ค้นพบจากบ่อทรายท่าช้าง อ.เฉลิมพระเกียรติ
จ.นครราชสีมา เมื่อเดือนสิงหาคม 2544 เราได้ร่วมกับ
ดร.วราวุธ สุธีธร ดร.ประเทือง จินตสกุล สถาบันราชภัฏนครราชสีมา
ดร.ชวลิต วิทยานนท์ กรมประมง ศาสตราจารย์จองจาร์ค
เจเจ้ และ ดร.เบอนาร์ด มารองด้า มหาวิทยาลัยมองเปลิเอร์
ฝรั่งเศส ได้ทำการศึกษารายละเอียด พบว่า เป็นสายพันธุ์อุรังอุตังชนิดใหม่ของโลก
มีลักษณะพิเศษ คือ เป็นเอปขนาดใหญ่ มีกรามหนามาก
และมีลักษณะ รูปร่าง ขนาดของฟัน และความย่นของเคลือบฟัน
คล้ายคลึงกับอุรังอุตังปัจจุบัน มีลักษณะพิเศษเฉพาะตัวเช่นเดียวกับอุรังอุตังปัจจุบัน
คือ ไม่พบรอยกล้ามเนื้อที่ใช้ในการปิด-เปิดปาก ใต้กรามส่วนหน้า
เนื่องจากบริเวณดังกล่าวถูกพัฒนาให้มีถุงลมขนาดใหญ่
เพื่อใช้ในการส่งเสียงกู่ร้อง สื่อสารกันในกลุ่มอุรังอุตัง
และลักษณะดังกล่าวนี้ ไม่เคยปรากฎในเอปชนิดอื่น
และในฟอสซิลเอปชนิดใดมาก่อนเลย นอกจากนี้ยังเป็นฟอสซิลเอปชนิดแรกที่พบว่า
มีลักษณะกรามโค้ง เป็นรูปตัวยู เช่นเดียวกับกรามเอปปัจจุบัน
และมนุษย์
บริเวณที่พบฟอสซิล
ฟอสซิลนี้พบจากบ่อทรายท่าช้าง
อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.นครราชสีมา ซึ่งอยู่ห่างจากตัวอำเภประมาณ
17 กม. เนื่องจากมีการขุดล่อดูดทราย จากริมแม่น้ำมูลนำมาใช้ประโยชน์
ในทางอุตสาหกรรม มีการค้นพบฟอสซิลหลายชนิด เช่น
ช้าง 4 งา และช้างงาจอบ แรดโบราณ ม้าโบราณ และยีราฟโบราณ
เมื่อศึกษาเทียบเคียงฟอสซิลที่พบบริเวณเทือกเขาศิวะลิก
ในประเทศอินเดีย ต่อกับประเทศปากีสถาน ทำให้ทราบว่า
ฟอสซิลเหล่านี้มีอายุประมาณไมโอซีนตอนปลาย ราว 7-9
ล้านปี และมีสภาพแวดล้อมเป็นทางน้ำโบราณ ขนาดใหญ่
ที่ขนาบด้วยป่าร้อนชื้น และมีทุ่งหญ้าอยู่ถัดออกไป
ฟอสซิลเอป
เอป (หรือลิงไม่มีหาง) ขนาดใหญ่ มีเพียง 4 ชนิดเท่านั้นในปัจจุบัน
ได้แก่ อุรังอุตัง กอริลล่า ชิมแปนซี และมนุษย์
ทั้งหมดยกเว้นมนุษย์ อาศัยอยู่ในบริเวณป่าร้อนชื้น
ใกล้เส้นศูนย์สูตร โดยที่ กอริลล่า และชิมแปนซี
มีถิ่นอาศัยอยู่ในทวีปแอฟริกา และอุรังอุตังมีถิ่นอาศัยอยู่ในทวีปเอเชีย
โดยพบเฉพาะบนเกาะสุมาตรา และบอร์เนียวเท่านั้น ปัจจุบันไม่พบอุรังอุตังอยู่บนแผ่นดินใหญ่
ของทวีปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เลย
ฟอสซิลของเอปชนิดแรกที่พบในประเทศไทย ได้แก่ เอปเชียงม่วน
พบจากบริเวณเหมืองถ่านหินเชียงม่วน อ.เชียงม่วน
จ.พะเยา โดยโครงการร่วมมือสำรวจศึกษาฟอสซิล สัตว์มีกระดูกสันหลัง
ระหว่างกรมทรัพยากรธรณี กับมหาวิทยาลัยมองเปลิเอร์
ที่ 2 ประเทศสาธารณรัฐฝรั่งเศส เป็นฟันซี่เดี่ยวๆ
จำนวน 18 ซี่ ซึ่งผลการศึกษาทำให้ทราบว่า เอปเชียงม่วนมีอายุราว
10-13.5 ล้านปี และคาดว่าเป็นบรรพบุรุษอุรังอุตังปัจจุบัน
ฟอสซิลที่พบจากบ่อทรายท่าช้างครั้งนี้ เป็นฟอสซิลเอปที่สมบูรณ์ที่สุด
เท่าที่เคยมีการค้นพบในประเทศไทย โดยพบกรามล่างที่เกือบสมบูรณ์
พร้อมฟัน 11 ซี่ ยังติดอยู่ในกราม ขนาดกรามประมาณ
10 ซ.ม. จากลักษณะกรามที่แข็งแรง และเขี้ยวที่ค่อนข้างใหญ่บ่งชี้ว่า
เป็นตัวผู้ ผลการศึกษาวิจัยในรายละเอียด พบว่า เอปโคราชมีลักษณะฟันคล้ายคลึงกับฟอสซิลเอปเชียงม่วน
และอุรังอุตังปัจจุบันมาก แต่มีลักษณะพิเศษ คือ
เป็นเอปขนาดใหญ่ ที่มีกรามหนามาก ลักษณะกรามโค้งเป็นรูปตัวยู
และมีลักษณะ รูปร่าง และขนาดของฟัน และความย่นของเคลือบฟันคล้ายคลึงกับอุรังอุตังปัจจุบันจึงจัดให้เป็นเอปสายพันธุ์ใหม่ของโลก
ชื่อ โคราชพิเธคัส พิริยะอิ (Khoratpithecus piriyai)
หมายถึง "เอปโคราช" และเป็นชนิดใหม่ เพื่อเป็นเกียรติแก่
คุณพิริยะ วาชจิตพันธุ์ ที่มอบตัวอย่างดังกล่าว
มาให้กรมทรัพยากรธรณีตรวจพิสูจน์ทราบ จากขนาดของฟันทราบว่า
มีขนาดใกล้เคียงกับอุรังอุตังปัจจุบัน มีน้ำหนักราว
70-80 กิโลกรัม ต่างกันตรงที่ ฟันหน้าของเอปโคราชมีขนาดเล็กกว่า
และมีฟันกรามซี่ในสุดขนาดใหญ่กว่าเอปเชียงม่วน นอกจากนี้
ฟอสซิลที่พบใหม่นี้ยังเป็นตัวชี้บ่ง ให้ทราบความสัมพันธ์ระหว่างฟอสซิลเอปเชียงม่วน
และเอปโคราชมีสายพันธุ์เดียวกัน และขยายพันธุ์นี้เป็นญาติที่ใกล้ชิด
กับอุรังอุตังปัจจุบันมากที่สุด
ความสำคัญของฟอสซิลเอปโคราช
ฟอสซิลเอปโคราชที่ค้นพบครั้งนี้ เป็นสายพันธุ์ใหม่ของโลก
มีความสำคัญหลายประการ กล่าวคือ เอปโคราชมีลักษณะคล้ายคลึงกับอุรังอุตังปัจจุบันมากที่สุด
และถือว่า เป็นญาติที่ใกล้ชิดที่สุดของอุรังอุตังปัจจุบัน
นอกจากนี้ยังพบว่า เป็นฟอสซิลเอปชนิดแรก ที่มีลักษณะกรามเหมือนเอปปัจจุบัน
และมนษย์มากที่สุด ซึ่งชี้บ่งว่า พื้นที่บริเวณเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
อาจเป็นแหล่งกำเนิด และวิวัฒนาการของเอปปัจจุบัน
และประเทศไทยมีศักยภาพสูง ในการค้นพบฟอสซิลเอปชนิดใหม่ๆ
เนื่องจากเป็นแหล่งสะสมตัวของฟอสซิลจำนวนมาก หลายบริเวณทั่วประเทศ
ความสำคัญ ประการสุดท้าย เอปโคราชที่พบมีอายุ 7-9
ล้านปี ซึ่งช่วงเวลาดังกล่าวเป็นช่วงเวลาสำคัญ ในการศึกษาวิวัฒนาการมนุษย์
เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่มีการแยกสายพันธุ์ ระหว่างฟอสซิลเอปขนาดใหญ่
และมนุษย์ แม้ว่ายังไม่เคยมีการพบหลักฐานใดๆ เลย
ทั้งในทวีปแอฟริกา และเอเชีย แต่การค้นพบฟอสซิลเอปเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
ในประเทศไทย อาจทำให้พบหลักฐานพิสูจน์ว่า ทวีปเอเชีย
โดยเฉพาะบริเวณเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นแหล่งกำเนิด
และวิวัฒนาการของมนุษย์ได้เช่นกัน
การศึกษาวิวัฒนาการของฟอสซิลเอปขนาดใหญ่ (ได้แก่
ลิงไม่มีหาง ซึ่งรวมถึง กอริลล่า อุรังอุตัง ชิมแปนซี
และมนุษย์) เป็นเรื่องที่อยู่ในความสนใจของมนุษย์เรามาก
เนื่องจากมนุษย์เป็นเอปขนาดใหญ่ชนิดหนึ่ง แต่ในโลกนี้ยังไม่เคยมีการค้นพบฟอสซิล
ของชิมแปนซี และกอริลล่าเลย พบเฉพาะฟอสซิลของอุรังอุตัง
และสายพันธุ์ของอุรังอุตังเท่านั้น การทราบข้อมูลรายละเอียดของญาติที่ใกล้ชิดของเราเพิ่มมากขึ้นเท่าไร
ยิ่งทำให้เราทราบประวัติความเป็นมาของตัวเราเอง
เพิ่มขึ้นเท่านั้น
ปัจจุบัน ประเทศไทยไม่พบอุรังอุตังอาศัยอยู่เลย
แม้ว่าในอดีตเคยเป็นแหล่งกำเนิด และวิวัฒนาการของสัตว์ชนิดนี้
อาจเนื่องจากสภาพป่าถูกแปรเปลี่ยน เป็นที่อยู่อาศัย
และพื้นที่เกษตรกรรมของมนุษย์ อุรังอุตังปัจจุบันเหลืออยู่น้อยมาก
พบเฉพาะที่เกาะบอร์เนียว และสุมาตราเท่านั้น และอยู่ในสภาพใกล้สูญพันธุ์
|